ตำนานรอยพระพุทธบาทเขาคิชฌกูฎ
มี
คนกล่าวว่าเขาเคยเอาด้ายสายสิญจน์คล้องแล้วหลุดออกมาได้
และยังมีหินอีกลูกอยู่ตรงข้ามกับหินลูกพระบาทนี้
ก็มีรอยพระหัตถ์ไปรับหินก้อนนี้จากรอยพระพุทธบาทกับรอยพระหัตถ์นั้น
ห่างกันประมาณ 5 เมตร และยิ่งแปลกไปกว่านั้น
ในก้อนหินนั้นตรงกันข้ามกับรอยพระหัตถ์ ยังมีรูปรอยเท้าใหญ่
ซึ่งเรียกกันว่ารอยเท้าพญามาร เพียงแหงนหน้าขึ้นไปจะมองเห็นได้ทันที
สูงประมาณ 15 เมตร
ต่อจากนั้นไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือห่างจากหินลูกนี้ไปเพียง 15 วา
มีหินลูกข้างบนเป็นลานและมองเห็นรอยรถหรือรอยเกวียน
เมื่อยืนบนหินลูกนั้นมองลงไปทางทิศเหนือจะเห็นถ้ำเต่า
หันไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของรอยพระพุทธบาทจะเห็นถ้ำช! ้าง
และถ้ามองจากรอยพระพุทธบาทขึ้นไปจะเห็นหินก้อนหนึ่งมีรูปลักษณะคล้ายช
้างจริง เลยจากช้างไปสูงสุดนั้นเรียกกันว่าห้างฝรั่ง
เพราะฝรั่งได้ขึ้นไปตั้งห้างส่องกล้องเพื่อทำแผนที่
มองไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ยังมีถ้ำอีกถ้ำหนึ่งเรียกว่าถ้ำสำเภา
เพราะมีหินก้อนหนึ่งข้างบนถ้ำมีลักษณะคล้ายๆเรือสำเภา
และยังมีอีกถ้ำหนึ่งใต้พระบาทนี้เรียกว่าถ้ำตาฤาษี
ที่มาของชื่อเขาคิชฌกูฏนั้น ในตำนานศาสนาพุทธกล่าวไว้ว่า เขา
คิชฌกูฎอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงราชคฤห์
แปลว่าภูเขาแร้งกระพือปีก มีคันธกุฎีอยู่บนยอดเขา
และเคยเป็นสถานที่ประทับของพระพุทธเจ้าในอดีต
เป็นความดำริของพระครูธรรมสรคุณซึ่งเป็นกรรมการและเป็นหลักในการพัฒนาพระ
บาทพลวงตั้งแต่ พ.ศ. 2515 ได้เสนอใช้ชื่อ พระบาทเขาคิชฌกูฎ (พลวง)
เหตุผลเพราะเมืองไทยเป็นเมืองพุทธที่พุทธศาสนาเจริญกว่าเมืองไหนๆ
แม้กระทั่งประเทศอินเดีย จึงน่าจะใช้ชื่อนี! ้เป็นที่ระลึกถึงพระบรมศาสดา
ในทุกๆ
ปีจะมีพิธีเปิดและพิธีปิดการขึ้นไปนมัสการรอยพระพุทธบาทเป็นประจำทุกปี
(คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2544:97-99)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น